โซเชียลระอุ! หลังมีการเผยแพร่ภาพแนวกำแพงรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณพื้นที่โป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ที่มีการเว้นช่องว่างกว้างบริเวณหลักเขตแดน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทหารไทยอ่อนข้อหรือเปิดทางให้คนต่างชาติลักลอบเข้าเมืองโดยง่าย
ความจริงทางนิติศาสตร์และสนธิสัญญาสากล: พีระชาติ อินตา อินฟลูเอนเซอร์สายความมั่นคงและอดีตทหารแนวหน้า ออกมาไขข้อข้องใจว่า การเว้นช่องดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความสะเพร่า แต่เป็น “ข้อบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศ” ที่ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ทับหรือปิดล้อมหลักเขตแดนเด็ดขาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าตรวจสอบและบำรุงรักษาพิกัดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาใช้ในการกั้นรั้วชายแดนเช่นกัน
กลยุทธ์ยุทธวิธีทหาร: ในมุมของการรักษาความมั่นคง การทำเช่นนี้คือการสร้าง “จุดบีบสายตา (Choke Point)” เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ป่ารกที่เคยเข้าออกได้ทุกจุด ให้กลายเป็นจุดสกัดกั้นที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นผ่านระบบเซนเซอร์และกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมด้วยกำลังพลที่คอยลาดตระเวนอย่างเข้มงวด การเว้นช่องจึงไม่ใช่การเปิดประตูทิ้งไว้ แต่คือการบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบของกฎหมายที่ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สรุปประเด็นสำคัญ:
การเว้นช่องว่างตรงหลักเขตแดนเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงหลักหมุด เพื่อป้องกันข้อพิพาทดินแดน ไม่ใช่การบกพร่องต่อหน้าที่
ในเชิงยุทธวิธี การกั้นรั้วยาว 1.3 กม. ช่วยบีบเส้นทางลักลอบ ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลพื้นที่ได้แม่นยำและเข้มงวดกว่าเดิมมาก
ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร อย่าด่วนสรุปจากภาพถ่ายเพียงมุมเดียวที่ถูกนำมาบิดเบือน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของวาทกรรมที่ทำลายกำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

