
วงการลูกหนังโลกต้องสั่นสะเทือนเมื่อยักษ์ใหญ่อย่างทีมชาติอิตาลีต้องเผชิญกับฝันร้ายซ้ำซากกับการพลาดตั๋วฟุตบอลโลกติดต่อกันถึง 3 สมัย รวมถึงปี 2026 นี้ด้วย ความตกต่ำนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ในอดีต
เริ่มต้นจากความเน่าเฟะภายในสมาคมฟุตบอลอิตาลีหรือ FIGC ที่บริหารงานแบบไดโนเสาร์หลงยุค ยึดติดกับอำนาจและผลประโยชน์จนละเลยการวางรากฐานฟุตบอลสมัยใหม่ แม้ความสำเร็จจากแชมป์โลกปี 2006 หรือแชมป์ยูโร 2020 จะเคยมาช่วยต่อลมหายใจ แต่นั่นเป็นเพียง "บุญเก่า" ที่นำมาใช้บังหน้าปัญหาโครงสร้างที่พังทลายลงเรื่อยๆ เท่านั้น
ทางด้านลีกกัลโช่ เซเรีย อา ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันกลับกลายเป็นลีกที่เสื่อมมูลค่าอย่างหนัก ปัญหาสถานะทางการเงินทำให้ทีมแชมป์อิตาลียังได้รับเงินส่วนแบ่งน้อยกว่าทีมตกชั้นในพรีเมียร์ลีกเสียอีก ส่งผลให้ลีกล้าหลังและกลายเป็นสถานพักฟื้นของนักเตะสูงวัยที่รอวันเกษียณ ปิดกั้นโอกาสของนักเตะดาวรุ่งที่จะขึ้นมาประดับวงการ แถมระบบอคาเดมี่ยังเน้นยัดเยียดแทคติกจนเด็กขาดจินตนาการ เล่นฟุตบอลเหมือนหุ่นยนต์ไร้ชีวิต จนนำไปสู่วิกฤตขาดแคลนกองหน้าฝีเท้าฉกาจที่เคยเป็นเครื่องหมายการค้าของอิตาลีไปอย่างน่าใจหาย
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือทัศนคติหลังความสำเร็จ เพราะหลังจากคว้าแชมป์ยูโร 2020 ขุนพลอัซซูรี่กลับตกอยู่ในสภาวะประมาทและชะล่าใจ จนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมรองบ่อนแบบช็อกโลก วิกฤตการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงฟุตบอลในอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่มักจะยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และไม่กล้าทุบโครงสร้างเก่าที่ล้มเหลวทิ้งเพื่อสร้างใหม่ด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์
สรุปได้ว่าความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่นี้คือผลลัพธ์ของการไม่ยอมปรับตัว ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงที่อิตาลีต้องจ่ายด้วยชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน



